00

การออกแบบแสงที่ดี ไม่ได้มีแค่เรื่องความสว่าง แต่คือศิลปะที่เปลี่ยน ‘บรรยากาศ + ประสบการณ์’ ของพื้นที่ได้
มาลองดู 6 หลักคิดในการออกแบบแสงให้เหมาะกับพื้นที่

6 หลักคิดในการออกแบบแสง
1️⃣ ฟังก์ชันของพื้นที่ → ครัว, ห้องทำงาน, ร้านอาหาร = แสงไม่เหมือนกัน
2️⃣ อุณหภูมิสี (Color Temp) → วอร์ม = ผ่อนคลาย, ขาว = ทำงาน
3️⃣ เลเยอร์แสง (Layering) → Ambient / Task / Accent
4️⃣ ควบคุมแสงได้ → Dimmer หรือ Smart Lighting = บรรยากาศเปลี่ยนได้
5️⃣ ค่า CRI สำคัญ → ทำให้สีสวย ชัด เหมือนจริง
6️⃣ แสงสร้างอารมณ์ → นุ่ม = อบอุ่น, เข้ม = ดรามาติก เพราะแสงไม่ใช่แค่ส่องให้สว่าง แต่คือการเล่าเรื่องและเติมเต็มประสบการณ์ของทุกพื้นที่ ✨

01

1. เข้าใจฟังก์ชันของพื้นที่

🔹 ห้องครัวต้องสว่างชัดเจน
🔹 ห้องนั่งเล่นเน้นบรรยากาศผ่อนคลาย
🔹 ร้านอาหารอาจต้องการไฟที่อบอุ่น ดึงดูดให้นั่งนาน
👉 เริ่มจาก “พื้นที่นี้ใช้ทำอะไร” ก่อนเลือกแสง

02

2. เลือกอุณหภูมิสีให้เหมาะสม (Color Temperature)

🔹แสงขาว (Cool White) 6500K → ทำงาน, โชว์สินค้า
🔹แสงเดย์ไลท์ (Daylight) 4000K → พื้นที่ที่ต้องการความสว่างใกล้แสงธรรมชาติ
🔹แสงวอร์ม (Warm White) 3000K → บ้าน, ร้านกาแฟ, ร้านอาหาร

03

3. สร้างเลเยอร์แสง (Lighting Layers)

🔹 Ambient Light = แสงหลัก กระจายทั่วห้อง
🔹 Task Light = แสงเฉพาะกิจ เช่น โต๊ะทำงาน, ครัว
🔹 Accent Light = แสงเน้นจุดเด่น เช่น งานศิลปะ, วอลล์

04

4. ควบคุมแสงเพื่อความยืดหยุ่น

การใช้ Dimmer หรือระบบ Smart Lighting จาก Sunricher ช่วยปรับแสงได้ตามกิจกรรม → ทำให้พื้นที่เดียวกันเปลี่ยนบรรยากาศได้หลากหลาย

05

5. ใส่ใจกับค่า CRI (Color Rendering Index)

ค่า CRI สูง = สีสันของวัตถุชัดเจนเหมือนจริง ด้วยหลอดไฟ COB Downlight Jazz Series
เหมาะกับร้านเสื้อผ้า, ร้านอาหาร, แกลเลอรี่ ที่ต้องการแสดง “สี” ที่ถูกต้อง

06

6. ใช้แสงเพื่อสร้างอารมณ์ & เรื่องราว

🔹 แสงไม่ใช่แค่ส่องให้เห็น แต่เป็นเครื่องมือสร้างบรรยากาศ:
🔹 แสงนุ่ม ๆ = ความอบอุ่น สบาย
🔹 แสงเข้ม มีคอนทราสต์ = ความหรูหรา หรือดรามาติก